เนื้อความ :
บทความนี้ ถอดเทปจากการบรรยาย มหัศจรรย์แห่งการเจริญสติ ภาค 2 เนื่องในงานพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่อาจารย์ ศิษย์เก่า และนักศึกษาแพทย์ที่เสียชีวิต เมื่อวันอังคารที่ 16 ตุลาคม 2544 ณ ห้องสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ขอนแก่น บรรยายโดย หลวงพ่อคำเขียน นายแพทย์กำพล พันธ์ชนะ อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ขอถอดเทปเฉพาะส่วนฆราวาส อาจจะมีไม่ตรงตามที่วิทยากรบรรยายไว้บ้าง เนื่องจากต้นฉบับเทปไม่ชัดเจนพอ ซึ่งขอให้คุณหมอกำพลแก้ไขได้
กำพล 2 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งอันสูงสุดของผม ขอกราบนมัสการครูบาอาจารย์ทุกท่าน และก็สวัสดีท่านญาติธรรมทุกท่าน ขออนุญาตนั่งตรงนั้นบรรยาย จะได้เห็นหน้าชัด ๆ ก็เมื่อกี้ก็ได้ฟังหลวงพ่อคำเขียนพูดถึงความมหัศจรรย์ในการเจริญสติที่สามารถทำให้ คนเป็นมนุษย์ ทำให้มนุษย์เป็นพระ และก็สามารถที่ทำให้พระเป็นพระอริยะ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งว่า เป็นผู้ที่ไม่มีทุกข์โดยสิ้นเชิงได้ ทีนี้เราฟังดูแล้วนี่มันอาจจะดูเสมือนเป็นเรื่องไกลตัว ทีนี้ผมเอง ผมขออนุญาตยกเป็นตัวแทนของกลุ่มพวกเราในฐานะที่ทำงานในกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ ในกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับคนสุขภาพนะครับ นี้ผมจะพูดความมหัศจรรย์ในการเจริญสติ ว่า ในแง่การทำงานของเรานี่ เราจะนำความมหัศจรรย์ของการเจริญสติ มาทำให้เกิดเป็น ความมหัศจรรย์ได้จริง ๆ
ถ้าผมพูดว่า ทุกคนอาจจะเห็นด้วยว่า เราพูดถึงการปฏิรูปในวงสุขภาพ พูดไปเถอะในปัจจุบันนี้ ผมถามในใจของทุกคน และก็ผมก็ถามตัวผมเองด้วยว่า เรามีความสามารถขนาดไหนกับการที่มีการดำริคิดในการปฏิรูประบบสุขภาพขึ้นมาในปัจจุบันนี้ เรามีความหวังกันมากขนาดไหนกับการที่มีการที่ริเริ่มปฏิรูประบบสุขภาพในปัจจุบันนี้ ในส่วนตัวผมเองนี่ ณ วันนี้ ผมมองดูทิศทางของการดำริคิด ทิศทางของการกระทำ ทิศทางของความทุ่มเทแล้วนี่ จริง ๆ แล้ว ในส่วนลึก ๆ ของผมนี่ ก็คงจะบอกว่า มันก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องทำแบบนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำแบบนี้ เราต้องทำ ISO เราต้องทำ HA เพื่อที่จะพัฒนาในระบบคุณภาพหรือว่าอะไรต่าง ๆ ขึ้นมารองรับโครงสร้างของการปฏิรูประบบสุขภาพ แต่ในส่วนลึกจริง ๆ ของใจแล้วนี่ ผมบอกตรง ๆ ว่า ผมไม่มีความหวัง ผมไม่มีความหวังเลยถ้าเรายังเดินทางสายนี้อยู่ แล้วก็ไม่มีทางเป็นไปได้ด้วย แต่ว่าผมท้านะ อาจจะใช้คำว่าท้าพิสูจน์ก็ได้ว่า ถ้าเรามีการส่งเสริมนะครับ ทั้งบุคลากรสาธารณสุขแล้วก็ประชาชนของเราที่มีการศึกษาพุทธศาสนาอย่างแท้จริง แล้วก็ส่งเสริมให้มีการเจริญสติอย่างแท้จริงแล้วนี่ ตรงนั้นต่างหากที่จะนำเราไปสู่การปฏิรูประบบสาธารณสุขอย่างแท้จริงได้
เราพูดกันถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกคนชอบ ทุกคนคิดฝันถึง ถึงสิ่งต่าง ๆ ตรงนั้น แต่มีหนทางใดมั้ย ที่จะทำให้ความฝันอันนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ ประเทศที่เจริญแล้วในโลกตะวันตก แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งกว่าเรา ทุกวันนี้เขา ระบบสุขภาพเขาไปถึงไหนแล้ว เรากำลังเดินตามทางเขาไปเรื่อย ๆ แต่ในส่วนตัวของผมเองคิดว่า การทำแบบนั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ไม่ใช่เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนกล่าวเมื่อกี้ไว้ จริง ๆ แล้วนี่เรากำลังศึกษาออกนอกตัวเรามากเกินไป เรากำลังศึกษาออกนอกตัวเรามากเกินไป วิชาการทางการแพทย์ ไม่ปฏิเสธว่าจำเป็นต้องมี ต้องพัฒนา ต้องเรียนรู้ แต่ส่วนใหญ่แล้วนี่เราเรียนรู้ในเรื่องของกายเป็นส่วนใหญ่ จะมีบ้างก็ในแง่ของภาควิชาทางจิตเวช ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องโรคทางใจ แต่พุทธศาสนาจะให้คำตอบที่เป็นการเฉลยทั้งหมด ของกายและก็ใจ เพราะว่า จริงๆแล้ว ในสายงานในการแพทย์ทั้งหมดนี่ หนีไม่พ้นเรื่องกายกับใจ มีอยู่ 2 สิ่งนี้เท่านั้น มีอยู่2สิ่งเท่านั้น แต่ว่าปัจจุบันนี้เราทุ่มเทแต่การพัฒนาความรู้เพื่อการรักษาโรคทางกาย แต่เราไม่พัฒนาความรู้หรือว่าศึกษาเรื่องจิต ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันก็อยู่กับตัวเรา แล้วก็จริงๆ แล้วอย่างที่เราทราบ ที่เขาเรียกว่า ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว จิตใจยิ่งใหญ่กว่ากาย เพราะฉะนั้นต่อให้เราทุ่มงบประมาณกว่านี้อีก ร้อยเท่าพันเท่า เราก็แก้ปัญหาระบบสุขภาพไม่ได้ แต่ถ้าเราหันกลับมาศึกษาพุทธศาสนา พุทธศาสนาสอนให้เราศึกษากาย ศึกษาใจเรา แล้วจริง ๆ แล้วนี่เริ่มต้นก็อย่างที่หลวงพ่อว่า มีสติตามรู้กาย นั่นคือเรากำลังศึกษากายอยู่ กายเป็นอย่างไรเราก็รู้ เมื่อเรารู้ช่ำชองในเรื่องของกายดีแล้วนี่ เราจะรู้จักมันอย่างแท้จริง เราอย่าคิดว่าการที่เราเรียนรู้ Anatomy Physiology หรืออะไรก็แล้วแต่ เราเข้าใจเรื่องของกายดีพอ ยัง ที่ผมบอกว่ายังเพราะว่าผมก็มาสายงานเดียวกับท่าน ผมเรียนจบแพทย์ เรียนจบเป็นหมอผ่าตัด ผมทำงานผ่าตัดอยู่ ผมรู้เรื่องกาย ในแง่ของโรคดีพอสมควร แต่เมื่อมาเจริญสติแล้วนี่ เราจะพบว่ากายอีกมิติหนึ่งนี่ มันไม่ใช่เป็นอย่างนั้นอย่างเสียอย่างเดียว มันมีมุมมองอื่น มีความหลากหลายที่เรายังไม่รู้จักมันอีกตั้งเยอะ นี่คือความมหัศจรรย์ของการเจริญสติ
เมื่อเราดูกายช่ำชองดีแล้วนี่ ต่อไปจิตของเราที่มันพัฒนาเป็นตัวรู้นี่มันจะไปดูจิตของมันเอง นะ มันจะไปดูจิตของมันเอง เมื่อเราดูจิตของเราแล้วนี่ เราจะศึกษาจิตของเราอย่างแท้จริง เวลาเราทำงานเราจะได้คำตอบว่า ทำไมเราทำงานด้วยกัน หมอกับหมอจึงทะเลาะกัน เป็นมั้ย เป็น ผมเคยมาก่อนทำไมถึงไม่เป็น หมอกับพยาบาลทะเลาะกัน พยาบาลกับพยาบาลมีความเห็นไม่ตรงกัน บางทีพยาบาลทะเลาะกับคนไข้ หมอก็ทะเลาะกับคนไข้ ทะเลาะกับญาติ เห็นมั้ย เราทะเลาะข้ามสายงาน นั่นคืออะไร นั่นคือทุกข์ ฉะนั้นก็คือ ทุกข์ เราอย่าคิดว่าเราอยู่ในแวดวงสาธารณสุขนี่ เราบอกว่าเราทำความดี เราทำบุญอยู่ บางคนคิดอย่างนั้น แต่ถามว่า เราทำไป แล้วมันมีให้ทุกข์ตอบสนองกลับมา มีความไม่พอใจ มีความขุ่นเคืองใจ มีความไม่สบายใจ กลับมาอยู่ที่หอพักด้วย กลับมาที่บ้านด้วย นั่นเรากำลังทำบุญหรือทำบาป นั่นเรากำลังทำบุญหรือทำบาป แต่เมื่อเราสามารถที่จะเจริญสติได้ดีพอ มากพอนี่ เราจะรู้เหตุในการที่จะทำให้เกิดความโกรธแบบนั้นได้ แล้วก็ถอยออกมาจากความโกรธได้ ออกมาเป็น ผู้ดู อย่างที่หลวงพ่อว่า เราจะไม่เข้าไปเป็น ผู้เป็น แต่ถ้าเราไม่เจริญสตินี่ เราฟัง เท่าไหร่ ๆ เราก็นึกภาพไม่ออกว่า ผู้ดูกับผู้เป็นมันต่างกันอย่างไร โกรธทีไรฉันก็เป็นทุกที ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่อยากจะเข้าไปเป็นแต่ว่ามันถอยไม่ออก เหตุที่มันถอยไม่ออกเพราะว่า เราไม่ได้ฝึกมาก่อน เหมือนคนตกน้ำ คนว่ายไม่เป็น แล้วตกน้ำ ตูม ไป แล้วอยู่ ๆ คุณจะให้ ว่ายซี ๆ เอารูปมาให้ดู แล้วบอก ว่ายตามรูปนี้สิ มันจะรอดมั้ย ไม่มีทาง ไม่มีทาง คุณก็ต้องจมน้ำสำลัก เฮือก ๆ ไปตามเรื่องตามราว ถูกมั้ย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี่ มันเป็นความมหัศจรรย์ของการเจริญสติอย่างแท้จริง เมื่อเจริญสติได้มากพอ ดีพอแล้วนี่ เราจะได้รู้จิตของเราอย่างแท้จริง เราจะรู้จักว่าจิตของเราที่เราว่ามันเป็นตัวเรา ของเราหรือว่าตัวกูของกู มันเป็นของกูจริงมั้ย มันเป็นของเราจริงมั้ย เมื่อทุกคนทำในเรื่องของตัวเอง แต่ละคน ๆ ละคนนี่ มันจบมั้ยครับ มันไม่จบในขณะนี้แต่ว่ามันลดน้อยลงทันทีที่กำลังทำ เมื่อแต่ละคน แม้ ณ ที่นี้ทำ นะ แต่ละคนในโรงพยาบาลแห่งนี้ทำ ความสำเร็จมันเกิดขึ้นได้ เพราะว่าแต่ละคนรู้หน้าที่ของตัวเอง รู้หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อกาย รู้หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อใจ เห็นมั้ย ความสำเร็จมันเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณมีโครงสร้างในแง่ของประชากรเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ISO HA คุณสามารถที่จะใช้จิตใจที่พร้อมจะยอมรับนั้นหนะ มาทำงานตรงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นึกภาพของคนทำงานออกมั้ย ต่อให้คุณมี ข้าวพันธุ์ดี ขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่ นา ของคุณนี่ โอ้โห แห้งแล้งกันดารเหลือเกิน แข็งเป๊ก น้ำสักหยดก็ไม่มี ไถพรวนก็ไม่ดี นะครับ แล้วอยู่ ๆ คุณจะเอาข้าวพันธุ์ดีเลิศประเสริฐศรีที่ไหนมาปลูกนี่ มันจะได้ผลดีอย่างที่คุณคาดไว้มั้ย เป็นไปไม่มั้ย เป็นไปไม่ได้ นาที่คุณต้องเตรียมก็คือบุคลากรของคุณ
เพราะฉะนั้น ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มามีโอกาสมาพูดในวันนี้ เพราะว่าผมเห็นคุณค่าเห็นประโยชน์ แล้วจริง ๆ แล้วนี่ผมมีความเชื่อมั่นกับทีมงานบริหารของมหาวิทยาลัยขอนแก่นพอสมควร ในความเห็นของผม เพราะผมคิดว่า การที่จะมีคณะผู้บริหารมองเห็นความสำคัญของการใช้พุทธศาสนาเข้ามาในการพัฒนางาน น้อยแห่งที่จะเป็น น้อยแห่งที่จะทำ ปัจจุบันนี้เราพูดถึงกันบ่อย ถึงคำว่าวิสัยทัศน์ เราชอบผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ถ้าผู้บริหารไม่มีวิสัยทัศน์พอพาองค์กรไปไม่รอด ผู้มีวิสัยทัศน์คืออะไร เราอย่าคิดว่าคนนั้นจบ Ph D. มา เป็นศาสตราจารย์มา โอ้..นี่เศรษฐศาสตร์ เรื่องความรู้อะไรเยอะแยะมากมายนี่ เราไปฝากความหวังกับเขาไว้นี่ ผมมองว่า คนคนนั้นถ้าเขาไม่รู้ธรรมะแล้วนี่ เขามีวิสัยทัศน์ด้านเดียว ด้านเดียวคือวิสัยทัศน์ทางโลก วิสัยทัศน์ทางโลกไม่ใช่คำตอบ ไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีวันจบ เหมือนรางรถไฟที่วิ่งเป็นเลนเดียวนี่ ย่อมทรงตัวอยู่ไม่ได้นาน มันอาจจะแล่นไปด้วยแรงพุ่งของมัน แต่เมื่อหมดแรงพุ่งมันจะร่วง แต่ถ้ารถไฟวิ่ง 2 ราง มันจะมั่นคงถาวรต่อไปเรื่อย ๆ วิ่งไปได้เรื่อย ๆ ถูกมั้ย นั่นคือมุมมองที่เรียกว่า มุมมองในแง่ของโลกธรรม หรือว่าธรรมะ ถ้าคุณมีวิสัยทัศน์แต่เรื่องทางโลก แต่คุณไม่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องทางธรรม การพัฒนานั้นก็ยังไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาไปแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ จับ ๆ จดๆ แก้แล้วแก้อีกกันอยู่นั่นล่ะไม่มีทางจบ
(เทป หน้า 2) เราเคยคิดมั้ยว่า เมื่อไหร่คนไข้มันจะเลิกป่วยเสียที เมื่อไหร่คนไข้มันจะเลิกกินเหล้าเมายา แล้วก็เลิกขับมอเตอร์ไซด์ล้มเสียที ตอนผมเป็นแพทย์ประจำบ้านนี่ ผมทุกข์มากเลยเรื่องนี้ เพราะว่ามันเหนื่อย อยู่เวรออกตรวจตอนเช้า กลางคืนอยู่เวรต่อ อุบัติเหตุมาผ่าถึงเช้า ตอนเช้ารับคนไข้ที่รับเมื่อวาน ตอนเช้านี้ผ่าต่อ มันเหนื่อย มันเหนื่อย แล้วมันเบื่อ เข้าใจมั้ยฮะ แต่ว่าเราไม่รู้จักจำ เราไม่ได้จำ ไม่ได้เข็ดเพราะว่า เราพอพักก็หายเหนื่อย เพราะเราเปลี่ยนอารมณ์ไว แต่จะเห็นว่า ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ บ่อย ๆ เห็นบ่อย ๆ รู้บ่อย ๆ มันจะบอกว่า มันเป็นการทำงานที่ไม่รู้จบ แล้วก็ไม่มีวันน้อยลง ตราบใดที่คุณพัฒนาแต่ทางโลก คุณไม่พัฒนาทางธรรมนะครับ
เพราะฉะนั้นทิศทางของประเทศไทย ทิศทางของการพัฒนาระบบสาธารณสุขต้องมองตรงนี้ให้มาก ถ้าคุณมองแต่เรื่อง โอ..เมื่อไหร่ ฉันจะได้ทุนไปต่อคณะวิจัยนั้น วิจัยโรคนี้ ผมไม่ได้ต่อต้าน แต่ผมไม่ได้ให้ความหวังด้วย แล้วก็ไม่มีความหวังตรงนั้นด้วย เหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่า ผมพบกับความมหัศจรรย์ในการเคลื่อนไหวของหลวงพ่อเทียน สิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่พูดเพื่อยกยอครูบาอาจารย์ แต่ผมพูดเพราะว่าผมพิสูจน์กับแนวทางนี้ แล้วก็มั่นใจกับแนวทางนี้ แนวทางอื่นเป็นไปได้มั้ย ทำได้มั้ย ก็อาจจะได้ แต่ผมไม่รู้ แต่แนวทางนี้ ผมท้าพิสูจน์ ท้าพิสูจน์ว่า มันสามารถทำแล้วนี่ เกิดแล้ว เป็นแล้วนี่ คุณสามารถกลับไปทำงานได้โดยคุณไม่ทุกข์ คุณไม่เป็นอย่างเก่า เข้าใจมั้ย คุณไม่เป็นอย่างเก่า คุณเคยเจอภาวะแบบนี้แล้วคุณเครียด แต่ถ้าคุณเจริญสติแล้วนี่ คุณรู้ว่าเหตุในการเกิดความเครียดคืออะไร คุณออกจากเหตุนั้นได้มั้ย ความคิดก็ไม่เกิดขึ้น นะ
นี่คือกลไกการทำงานที่เรียกว่าอริยสัจ 4 ที่ พระพุทธเจ้าสอน คือ ทุกข์ให้กำหนดรู้ สมุทัยให้ ละ เรารู้ยังว่า สมุทัยมันคืออะไร เรารู้ยังว่าทุกข์คืออะไร ถ้าเรายังไม่รู้ทุกข์ สมุทัยเราจะหาเจอมั้ย ถ้าสมุทัยหาไม่เจอเราจะละสมุทัยได้มั้ย เป็นไปไม่ได้ เราก็จะจมปรักกันอยู่อย่างนี้ เราคิดว่าเราเป็นคนดี พอแล้ว เกิดมาชาตินี้ฉันเป็นคนดีพอแล้ว แต่มีคำคำหนึ่งผมอ่านหนังสือเจอ แล้วผมประทับใจมาก แล้วก็อยากจะบอกกล่าวต่อไปว่า เขาบอกว่า คนที่มองโลกในแง่ดี คนที่มีการจิตใจดีงามนั้น ชีวิตจะทำให้เป็นสุข จะทำให้มีชีวิตเป็นสุข แต่ ถ้าใครมองโลกตามความเป็นจริงแล้วชีวิตก็จะไม่มีทุกข์ เห็นมั้ยฮะ คำสองคำนี้มีสิ่งบางสิ่งที่มัน ความหมายมีความหมายโดยนัยของมันอยู่ คุณอยากจะมีแต่ความสุข อย่างเดียวเป็นไปได้มั้ย เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคุณทำตรงนี้ให้มาก มองเห็นโลกตามความเป็นจริงได้เมื่อไหร่ คุณจะไม่มีทุกข์ ตั้งแต่เริ่มทำก็คือทุกข์น้อยลง ทำต่อไปทุกข์ก็ลดลง ทำไปเรื่อย ๆ ทุกข์ก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ จนถึงที่สุดก็คือไม่มีทุกข์อย่างที่หลวงพ่อพูด ก็คือว่าเป็น อกุปปธัมโม เป็นธรรมที่ไม่กำเริบซ้ำซ้อนอีก จบ พุทธศาสนามีคำตอบแล้วก็มีคำจบ มีแต่คำเฉลยถ้าเราเดินถูกเส้นทาง แต่ถ้าเราเดินผิดเส้นทางเราจะมีแต่ความสงสัย นี้คือ ความมหัศจรรย์ของการเจริญสติ
อะไร ๆ ก็สติ ก็มีคนพูดอย่างนี้ แล้วไอ้สติมันคืออะไร สติเราเคยได้ยิน สติมันจะมาคู่กับสัมปชัญญะ หรือว่าสติปัญญา จริง ๆ แล้วคำสองคำนี้ไม่เหมือนกัน เป็นภาษาบาลี แปลเป็นภาษาไทยแล้วนี่ เอาเนื้อ ๆ เลยก็คือ เอาง่าย ๆ เลยก็คือ ความรู้สึกตัวนั่นแหละ เมื่อเรามีสติ นั่นคือขณะเรามีความรู้สึกตัวอยู่ ทำยังไง มันก็จะมีเทคนิค ถ้าใครสนใจ ก็เดี๋ยวค่อยถามกันอีกทีว่าทำยังไงนะ ทำอย่างไรก็ได้ที่เป็นการให้เรารู้สึกตัว ให้มาก ๆ ให้ต่อเนื่องกันไป เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แล้วเราจะรู้ เราจะเห็นเอง ไม่มีคำว่าปาฏิหาริย์ในพุทธศาสนา ไม่มีคำว่า ปาฏิหาริย์ ในพุทธศาสนา มีแต่เหตุกับผล มีแต่เหตุกับปัจจัยเมื่อคุณทำเหตุถูกต้อง ผลย่อมถูกต้อง จะว่าสิ่ง สิ่งนี้เป็นกฎก็ว่าได้ ไม่ใช่ทฤษฎี พุทธศาสนาไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่ปรัชญา พุทธศาสนาเป็นสัจจะ นั้นสัจจะต้องพิสูจน์ได้ ต้องพิสูจน์ได้ ไม่เว้นสถานที่ ไม่ยกเว้นกาลเวลา แต่รู้ได้เฉพาะตน
เห็นมั้ยครับ อะไรที่จะเข้าไปรู้ได้ มีแต่สติเท่านั้นที่จะเข้าไปรู้ได้ ไม่ต้องไปนั่งสมาธิหลับตา ไม่ต้องบริกรรมภาวนา รู้เฉย ๆ นี่แหละ หยิบก็รู้ กำลังเย็บแผลก็รู้สึกอยู่กับการเย็บแผล กำลังฉีดยาก็รู้สึกกับการอยู่ฉีดยา ให้รู้ปัจจุบัน ณ ขณะ นั้น ๆ ไป เรื่อย ๆ ทุกวันนี้เราอาจจะกำลังฉีดยาอยู่ แต่ใจเราคิดอะไรถึงไหนแล้ว เราไปฉีดอยู่ แต่ใจออกไปไหนก็ไม่รู้ เห็นมั้ย นี่เรากำลังไม่มีสติแล้ว สติต้องรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ รู้อยู่ว่าเรากำลังทำอะไร นี้คือการฝึกในชีวิตประจำวัน ที่เราอาจนำไปใช้ได้
ถ้าเรารู้เทคนิคการเจริญสติที่ถูกต้องตามแนวหลวงพ่อเทียนแล้วนี่ เราจะสามารถอยู่กับงาน อยู่กับการ นะครับ อยู่กับบ้านอยู่กับช่องได้ ใช้การทำงานในบ้านของเรา ใช้การทำงานในงานของเราเป็นการเจริญสติ พยายามนำการเจริญสติเข้าไปในงานให้ได้ นำการเจริญสติเข้าไปในชีวิตของเราให้ได้ นั้นคือคำตอบ และนี่คือ มรรค ก็คือหนทางในการที่จะไปสู่สิ่งที่ผมพูดถึงนี้ ทั้งนี้นั้นเราต้องสละส่วนหนึ่งเพื่อที่เข้าไปปฏิบัติ แต่ถ้าเรายังสละไม่ได้ ทำอย่างไรเราถึงจะเจริญสติได้ ก็คือสิ่งที่ผมพูด พยายามให้ รู้สึกตัว แบบการทำงานให้ได้ ช่วงแรกมันอาจจะยากลำบากหน่อย แต่ต้องทำ แต่ต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ มันจะเกิดอะไรขึ้น มันไม่เกิดอะไร มันก็เป็นอย่างนี้แหละ สุข ๆ ทุกข์ ๆ เศร้า ๆ ซึม ๆ เครียดไป สนุกไป เขาก็จะมีคำตอบว่า ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละ สุข ๆ ทุกข์ ๆ เป็นเรื่องธรรมดา เอ้อ..ใช่ ถูกของเขา แต่จะเป็นอย่างนั้นไปจนกระทั่งตายมั้ย เราจะเป็นอย่างนั้นไปจนกระทั่งตายมั้ย ใช่มั้ย เราอย่าคิดว่า เรามีที่พึ่ง เราคิดว่า งานการของเรา ความรู้ของเรา ความสามารถของเรา พ่อแม่พี่น้อง เงินทอง เกียรติยศ ตำแหน่งเป็นที่พึ่งของเราได้ ไม่ใช่ ผมบอกเลยว่าไม่ใช่ เพราะว่าผมมีหมดแล้ว แล้วผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่ ทุกคนก็ต้องเป็นอย่างผม เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังหลงระเริงในสิ่งนี้อยู่ ผมขอส่งสัญญาณเตือนภัย คุณจะรู้ คุณจะปฏิบัติ คุณจะทำ ไม่ทำ ไม่ใช่เรื่องของผม ผมทำหน้าที่ของผม ก็คือผู้ส่งข่าว การเดินทางเป็นเรื่องของแต่ละคน นะครับ
ฉะนั้นผมขอพูดความมหัศจรรย์ของการเจริญสติในเบื้องต้นไว้แต่เพียงเท่านี้ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้ามีผู้ใดสนใจก็ขอเชิญถามได้ ถามอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการที่ทำให้ตัวเองไม่ทุกข์นี่ เราพอจะเป็นกัลยาณมิตรให้กันได้ สิ่งไหนรู้ผมก็จะตอบ สิ่งไหนไม่รู้ผมก็จะกราบนิมนต์หลวงพ่อให้คำเสนอพวกเราได้ ขอบคุณครับ
จบการบรรยายของคุณหมอกำพล วันนี้ขอไปทำ HA แล้วค่ะ ตอนต่อไปจะเป็นการบรรยายของอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
|